Elevator World

Elevator World (15)

เมื่อน้ำเข้าบ่อลิฟต์ ความเสียหายไม่ได้จำกัดอยู่ที่อุปกรณ์ซึ่งจมอยู่ในน้ำเท่านั้น ความชื้น ตะกอน โคลน และสิ่งปนเปื้อนอาจเดินทางตามสายไฟ ขั้วต่อ และพื้นผิวโลหะ ทำให้เกิดไฟรั่ว ฉนวนเสื่อม สนิม หรือความผิดปกติที่ยังไม่แสดงอาการในทันที

ดังนั้น แม้น้ำลดแล้วและพื้นที่ดูแห้ง ลิฟต์ก็ไม่ควรถูกรีเซ็ตหรือทดลองวิ่งจนกว่าช่างผู้มีความรู้จะตรวจอุปกรณ์ตามระดับน้ำจริง รุ่นลิฟต์ และคู่มือของผู้ผลิต บทความนี้อธิบายส่วนประกอบที่มักอยู่ในพื้นที่เสี่ยง และสิ่งที่ผู้ดูแลอาคารควรบันทึกเพื่อช่วยให้การประเมินทำได้รวดเร็วขึ้น

ลิฟต์ไร้สลิงที่วิ่งด้านข้างได้: MULTI เปลี่ยนปล่องลิฟต์ให้คล้ายรถไฟใต้ดินแนวตั้งอย่างไร

ถ้าลิฟต์ไม่ต้องมีสลิง และห้องโดยสารไม่ได้วิ่งแค่ขึ้นหรือลง แต่สามารถเลื่อนไปด้านข้างเพื่อเปลี่ยนปล่องได้ รูปแบบอาคารจะเปลี่ยนไปมากแค่ไหน? แนวคิดนี้ไม่ได้อยู่เฉพาะในภาพยนตร์อีกต่อไป เพราะระบบ MULTI ของ TK Elevator มีชุดทดสอบที่ทำงานได้จริงในหอทดสอบเมืองร็อทไวล์ ประเทศเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม MULTI ยังไม่ใช่ลิฟต์โดยสารทั่วไปที่พบได้ตามอาคารส่วนใหญ่ บทความนี้จึงชวนดูทั้งหลักการ โอกาส และข้อจำกัด โดยแยกข้อมูลที่ทดสอบแล้วออกจากภาพอนาคตที่ยังต้องผ่านการออกแบบ รับรอง และติดตั้งให้เหมาะกับแต่ละโครงการ

ตรวจลิฟต์ประจำวัน บำรุงรักษา และตรวจสอบใหญ่ ต่างกันอย่างไร? คู่มือสำหรับผู้ดูแลอาคาร

ลิฟต์หนึ่งตัวควรได้รับการดูแลหลายระดับ ไม่ใช่แค่รอให้ช่างเข้าตามรอบแล้วถือว่าครบ การสังเกตอาการประจำวัน การบำรุงรักษาตามแผน และการตรวจสอบสภาพโดยผู้มีความรู้ มีวัตถุประสงค์และผู้รับผิดชอบต่างกัน แต่ข้อมูลของทั้งสามส่วนควรเชื่อมต่อกัน เพื่อให้ความผิดปกติเล็ก ๆ ไม่พัฒนาเป็นเหตุขัดข้องหรือความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

บทความนี้ช่วยให้เจ้าของอาคาร นิติบุคคล และผู้ดูแลอาคารจัดระบบดูแลลิฟต์ได้ชัดเจนขึ้น โดยไม่ก้าวล่วงงานทางเทคนิคที่ต้องทำโดยช่างหรือผู้มีความรู้เฉพาะทาง

ลิฟต์เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญในอาคารสูง ไม่ว่าจะเป็นในที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลิฟต์ที่ใช้งานมานานมักจะเกิดปัญหาต่างๆ เช่น เสียบ่อย ทำงานไม่ราบรื่น หรือมีความปลอดภัยต่ำ การปรับปรุงลิฟต์ให้ทันสมัยจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาเหล่านี้

หลังน้ำท่วม การแจ้งช่างเพียงว่า “น้ำเข้าลิฟต์” อาจยังไม่เพียงพอ เพราะระดับน้ำ ตำแหน่งที่ได้รับผลกระทบ ระยะเวลาที่แช่น้ำ และสถานะระบบไฟฟ้าของแต่ละอาคารแตกต่างกัน ข้อมูลและภาพถ่ายที่เป็นระบบช่วยให้ช่างเตรียมคน เครื่องมือ อะไหล่ และขอบเขตการตรวจได้เหมาะสมขึ้น รวมถึงช่วยประกอบการประเมินความเสียหายและการเคลมประกัน

อย่างไรก็ตาม การบันทึกข้อมูลต้องทำจากพื้นที่ที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้วเท่านั้น ห้ามเปิดประตูชั้น ลงบ่อลิฟต์ เปิดตู้ควบคุม หรือสัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้าเพื่อถ่ายภาพด้วยตนเอง งานภายในพื้นที่จำกัดและส่วนที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้าต้องเป็นหน้าที่ของผู้มีความรู้และได้รับอนุญาต

1. เริ่มจากลำดับเหตุการณ์ ไม่ใช่เริ่มจากการรื้ออุปกรณ์

ก่อนทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของ ให้บันทึกเหตุการณ์เท่าที่ทราบ ได้แก่ วันที่และเวลาที่เริ่มพบน้ำ ระดับน้ำสูงสุดโดยประมาณ เวลาที่หยุดใช้งานลิฟต์ เวลาที่ตัดไฟ และเวลาที่เริ่มสูบน้ำ หากมีฝนตกซ้ำ น้ำไหลย้อน หรือไฟดับหลายครั้ง ให้บันทึกแยกไว้ด้วย

ข้อมูลลำดับเวลาช่วยให้ช่างประเมินได้ว่าอุปกรณ์ใดอาจสัมผัสน้ำหรือความชื้นนานเพียงใด และช่วยแยกอาการที่เกิดก่อนน้ำท่วมออกจากอาการที่เกิดหลังเหตุการณ์

2. ถ่ายภาพรวมก่อน แล้วจึงถ่ายภาพระยะใกล้

แนวทางของ National Flood Insurance Program แนะนำให้บันทึกความเสียหายก่อนทำความสะอาด โดยถ่ายทั้งมุมกว้างและระยะใกล้ สำหรับพื้นที่ลิฟต์ควรเริ่มจากภาพรวมของโถงลิฟต์แต่ละชั้น ทางที่น้ำไหลเข้ามา และตำแหน่งประตูชั้นเมื่อเทียบกับคราบน้ำ

จากนั้นจึงถ่ายรายละเอียดที่มองเห็นได้จากพื้นที่ปลอดภัย เช่น คราบระดับน้ำ ตะกอนบริเวณธรณีประตู สนิมหรือสีเปลี่ยน อุปกรณ์ภายนอกที่หลุด และร่องรอยความเสียหายรอบผนัง ไม่ควรใช้โทรศัพท์หรือไม้ยื่นเข้าไปในช่องประตูหรือปล่องลิฟต์

3. เก็บหลักฐานระดับน้ำให้เห็นตำแหน่งอ้างอิง

ภาพคราบน้ำจะมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อเห็นตำแหน่งอ้างอิง เช่น พื้นสำเร็จ ธรณีประตู ปุ่มกดชั้น หรือผนังข้างประตู ควรถ่ายภาพให้เห็นทั้งคราบน้ำและบริเวณโดยรอบในเฟรมเดียว แล้วจึงถ่ายภาพใกล้เพิ่มเติม

หากวัดระดับได้จากจุดปลอดภัย ให้ระบุหน่วยและจุดที่ใช้วัดอย่างชัดเจน ไม่ควรเดาตัวเลขจากภาพเพียงอย่างเดียว และห้ามลงไปวัดในบ่อลิฟต์หรือพื้นที่ที่ยังมีน้ำขัง

4. บันทึกข้อมูลระบุตัวลิฟต์ให้ตรงเครื่อง

อาคารที่มีลิฟต์หลายตัวควรแยกข้อมูลรายเครื่อง ระบุหมายเลขลิฟต์ ตำแหน่งหรืออาคาร ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่อง และบริษัทที่ดูแล หากมีป้ายข้อมูลอยู่ในบริเวณที่เข้าถึงได้อย่างปลอดภัย ให้ถ่ายภาพป้ายทั้งแผ่นให้ชัดเจน

ควรแนบประวัติซ่อมล่าสุด รายการอะไหล่ที่เพิ่งเปลี่ยน รายงานตรวจครั้งก่อน และคู่มือที่มีอยู่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ช่างตรวจสอบสเปกและเปรียบเทียบสภาพก่อนกับหลังน้ำท่วมได้เร็วขึ้น

5. บันทึกอาการก่อนหยุดระบบโดยไม่ทดลองเดินเครื่องซ้ำ

จด Error code ที่ปรากฏก่อนปิดระบบ รวมถึงเสียง กลิ่น การสั่น ประตูค้าง การจอดไม่ตรงชั้น หรือไฟแสดงผลผิดปกติ หากมีกล้องวงจรปิดหรือบันทึกแจ้งเหตุของอาคาร ให้เก็บเวลาที่เกี่ยวข้องไว้

ข้อมูลนี้ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก่อนหยุดระบบ ไม่ควรเปิดไฟหรือรีเซ็ตลิฟต์เพื่อสร้าง Error code ใหม่ OSHA เตือนว่าเมื่อมีน้ำอยู่ใกล้วงจรหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ต้องควบคุมแหล่งจ่ายและไม่เข้าใกล้อุปกรณ์ขณะพื้นเปียก

6. แยกข้อมูลตามพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

เพื่อให้สื่อสารง่าย ควรแบ่งรายงานอย่างน้อยเป็น 4 พื้นที่:

  1. โถงลิฟต์และประตูชั้นแต่ละชั้น
  2. ห้องเครื่องหรือพื้นที่ชุดขับ หากมีและสามารถสังเกตจากจุดที่อนุญาต
  3. ตู้ควบคุมและอุปกรณ์ไฟฟ้า — บันทึกโดยช่างเท่านั้นหากต้องเปิดตู้
  4. บ่อลิฟต์และใต้ห้องโดยสาร — บันทึกโดยช่างผู้มีหน้าที่เท่านั้น

หากไม่ทราบว่าบางพื้นที่ได้รับผลกระทบหรือไม่ ให้ระบุว่า “ยังไม่ได้ตรวจ” แทนการสรุปว่า “ไม่เสียหาย”

7. ข้อมูลที่ควรส่งให้ช่างก่อนเข้าหน้างาน

  • ชื่ออาคาร ที่อยู่ และผู้ประสานงานหน้างาน
  • จำนวนลิฟต์และหมายเลขเครื่องที่ได้รับผลกระทบ
  • ยี่ห้อ รุ่น หมายเลขเครื่อง และประเภทลิฟต์เท่าที่ทราบ
  • วันที่ เวลา และระดับน้ำสูงสุดโดยประมาณ
  • จุดที่น้ำเข้าและชั้นที่ได้รับผลกระทบ
  • สถานะปัจจุบันของไฟฟ้า การกั้นพื้นที่ และการสูบน้ำ
  • Error code หรืออาการที่พบก่อนหยุดระบบ
  • ภาพรวม ภาพคราบน้ำ และภาพป้ายข้อมูลที่ถ่ายจากจุดปลอดภัย
  • ประวัติซ่อมบำรุงล่าสุดและข้อมูลผู้ดูแลเดิม
  • ข้อจำกัดการเข้าพื้นที่ เช่น น้ำยังขัง โครงสร้างเสียหาย หรือไฟฟ้ายังไม่ปลอดภัย

การส่งไฟล์ควรตั้งชื่อให้อ่านง่าย เช่น อาคาร-ลิฟต์หมายเลข-วันที่-ตำแหน่งภาพ และเก็บไฟล์ต้นฉบับไว้ ไม่ควรแก้ไขภาพจนทำให้รายละเอียดหรือวันที่สูญหาย

8. เอกสารที่ควรขอหลังช่างตรวจ

หลังการตรวจ ควรขอรายการพื้นที่และอุปกรณ์ที่ตรวจ พบอะไรบ้าง รายการที่ต้องทำความสะอาด ซ่อม หรือเปลี่ยน ผลการทดสอบ ข้อจำกัดในการใช้งาน และผู้รับผิดชอบการอนุมัติเปิดระบบ หากมีข้อบกพร่องที่ยังไม่แก้ ควรระบุสถานะและเงื่อนไขติดตามให้ชัดเจน

HSE ระบุว่าหลังเหตุการณ์พิเศษซึ่งอาจกระทบความปลอดภัยของอุปกรณ์ยก ควรมีการตรวจโดยผู้มีความรู้และจัดทำรายงาน ข้อมูลนี้ใช้เป็นหลักการบริหารความเสี่ยง ไม่ใช่ข้อยืนยันข้อกฎหมายไทย อาคารต้องพิจารณากฎหมายในพื้นที่ คู่มือผู้ผลิต และผู้รับผิดชอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องด้วย

เช็กลิสต์ภาพถ่ายที่ควรมี

  • ☐ ภาพรวมหน้าอาคารหรือพื้นที่ที่น้ำไหลเข้า
  • ☐ ภาพรวมโถงลิฟต์ของทุกชั้นที่ได้รับผลกระทบ
  • ☐ ภาพคราบระดับน้ำพร้อมจุดอ้างอิง
  • ☐ ภาพธรณีประตูและรางประตูจากด้านนอก
  • ☐ ภาพปุ่มกดหรือจอแสดงผลที่เสียหายโดยไม่เปิดใช้งาน
  • ☐ ภาพหมายเลขลิฟต์ ยี่ห้อ รุ่น หรือป้ายข้อมูลที่เข้าถึงได้อย่างปลอดภัย
  • ☐ ภาพตะกอน สนิม หรือความเสียหายที่มองเห็นจากพื้นที่ปกติ
  • ☐ ภาพการกั้นพื้นที่และสถานะหลังหยุดใช้งาน
  • ☐ ภาพภายในตู้ บ่อลิฟต์ หรือใต้ห้องโดยสารโดยช่างผู้มีหน้าที่เท่านั้น

สิ่งที่ไม่ควรทำเพื่อให้ได้ภาพ

  • ห้ามงัดหรือเปิดประตูชั้น
  • ห้ามลงบ่อลิฟต์หรือปีนเข้าไปในปล่อง
  • ห้ามเปิดตู้ไฟ ตู้ควบคุม หรือฝาครอบอุปกรณ์
  • ห้ามสัมผัสสายไฟ ปลั๊ก สวิตช์ หรืออุปกรณ์ขณะพื้นเปียก
  • ห้ามรีเซ็ต จ่ายไฟ หรือสั่งลิฟต์ให้วิ่งเพื่อถ่ายวิดีโอ
  • ห้ามขยับหรือทำความสะอาดชิ้นส่วนสำคัญก่อนช่างบันทึกสภาพ เว้นแต่ผู้มีหน้าที่สั่งเพื่อระงับอันตราย

สรุป

ข้อมูลที่ดีไม่ได้แทนการตรวจหน้างาน แต่ช่วยให้การตรวจเริ่มต้นได้ตรงจุดและลดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน หลักสำคัญคือบันทึกภาพรวมก่อนภาพใกล้ ระบุระดับน้ำและลำดับเหตุการณ์ แยกข้อมูลรายเครื่อง และไม่เสี่ยงเข้าไปในพื้นที่อันตรายเพื่อให้ได้ภาพ

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ น้ำท่วมกับลิฟต์ควรทำอย่างไร? 7 ขั้นตอนเพื่อความปลอดภัย, น้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้ว อะไหล่และระบบใดเสี่ยงเสียหายบ้าง? และ หลังน้ำลด เปิดลิฟต์ได้เมื่อไร? หากต้องการส่งข้อมูลให้ทีม SPC ประเมินเบื้องต้น โปรดใช้หน้า ติดต่อ SPC

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นคำแนะนำทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจ ณ สถานที่ งานที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า บ่อลิฟต์ ปล่องลิฟต์ ห้องเครื่อง และอุปกรณ์นิรภัยต้องดำเนินการโดยผู้มีความรู้และได้รับอนุญาต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

เมื่อสัญญาณเตือนไฟไหม้ดังขึ้น หลายคนลังเลว่าจะใช้ลิฟต์ลงจากอาคารได้หรือไม่ คำตอบสำหรับผู้ใช้อาคารทั่วไปคือ อย่าใช้ลิฟต์โดยสารธรรมดาในการอพยพ ให้ทำตามแผนฉุกเฉินของอาคารและใช้เส้นทางหนีไฟที่กำหนด เว้นแต่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหรือผู้ควบคุมเหตุจะสั่งเป็นอย่างอื่น

อย่างไรก็ตาม “ลิฟต์” ในแผนอัคคีภัยไม่ได้หมายถึงอุปกรณ์ชนิดเดียวทั้งหมด ลิฟต์โดยสารทั่วไป ลิฟต์สำหรับนักผจญเพลิง และลิฟต์อพยพ มีวัตถุประสงค์ ระบบป้องกัน และผู้ควบคุมต่างกัน บทความนี้ช่วยให้ผู้ใช้อาคารและผู้ดูแลอาคารแยกบทบาทได้ถูกต้อง

เมื่อมีฝนตกหนักหรือน้ำท่วม อาคารที่มีลิฟต์ต้องเตรียมรับมือเร็วกว่าพื้นที่ทั่วไป เพราะบ่อลิฟต์และปล่องลิฟต์มักอยู่ในระดับต่ำ น้ำจึงอาจไหลเข้าไปกระทบเซนเซอร์ สายไฟ อุปกรณ์นิรภัย และระบบควบคุมได้ สิ่งสำคัญคือหยุดความเสี่ยงก่อนน้ำเข้าถึงระบบ และห้ามเปิดลิฟต์กลับมาใช้งานเองหลังน้ำลด

บทความนี้สรุป 7 ขั้นตอนสำหรับเจ้าของอาคาร นิติบุคคล ผู้ดูแลอาคาร และผู้ใช้งาน เพื่อรับมือน้ำท่วมอย่างปลอดภัยและเป็นระบบ

การเตรียมลิฟต์ก่อนน้ำมาถึงไม่ได้หมายถึงการนำกระสอบทรายไปวางหน้าประตูเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมข้อมูลเตือนภัย แผนอพยพ ระบบไฟฟ้า การระบายน้ำ การสื่อสารกับผู้ใช้อาคาร และขั้นตอนของช่างลิฟต์เข้าด้วยกัน เพราะเมื่อระดับน้ำเพิ่มขึ้นแล้ว การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์หรือเข้าไปตรวจพื้นที่เสี่ยงอาจสายเกินไปและไม่ปลอดภัย

บทความนี้เป็นกรอบวางแผนสำหรับผู้ดูแลอาคาร ไม่ใช่คู่มือสั่งเดินหรือหยุดลิฟต์ด้วยตนเอง ขั้นตอนเกี่ยวกับการเคลื่อนตู้ลิฟต์ การตัดไฟ ตู้ควบคุม ห้องเครื่อง และบ่อลิฟต์ ต้องกำหนดร่วมกับบริษัทบำรุงรักษา ผู้ผลิต และผู้รับผิดชอบระบบไฟฟ้าของอาคารล่วงหน้า

1. เริ่มจากแผนที่ความเสี่ยงของอาคารจริง

สำรวจว่าหากน้ำเข้าพื้นที่ น้ำน่าจะมาจากทางใดก่อน เช่น ประตูอาคาร ทางลาดที่จอดรถ ท่อระบายน้ำ ห้องใต้ดิน หรือแนวผนังที่มีช่องเปิด จากนั้นระบุตำแหน่งโถงลิฟต์ บ่อลิฟต์ ห้องเครื่อง ตู้ควบคุม ตู้ไฟหลัก เครื่องกำเนิดไฟฟ้า และเครื่องสูบน้ำบนแผนผังเดียวกัน

อย่าประเมินความเสี่ยงจากระดับพื้นหน้าอาคารเพียงจุดเดียว เพราะบ่อลิฟต์มักอยู่ต่ำและรับน้ำจากหลายทาง ควรบันทึกเหตุการณ์เดิม ระดับน้ำสูงสุด จุดรั่ว และเวลาที่น้ำเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ตั้งจุดตัดสินใจสำหรับครั้งถัดไป

2. ติดตามคำเตือนและกำหนด Trigger ก่อนเกิดเหตุ

ผู้ดูแลควรติดตามประกาศเตือนภัยของกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลระดับน้ำและประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่น แล้วแปลงคำเตือนให้เป็นการทำงานของอาคาร เช่น

  • ระดับเฝ้าระวัง: ตรวจเครื่องสูบน้ำ แบตเตอรี่ อุปกรณ์กั้นน้ำ และรายชื่อผู้ติดต่อ
  • ระดับเตรียมพร้อม: แจ้งช่างลิฟต์ เตรียมกั้นพื้นที่ ย้ายเอกสารและอะไหล่สำคัญขึ้นที่สูง
  • ระดับดำเนินการ: ทำตามขั้นตอนหยุดใช้งานและตัดระบบที่ได้รับอนุมัติไว้ล่วงหน้า
  • ระดับฉุกเฉิน: ให้ความปลอดภัยและการอพยพของคนมาก่อนทรัพย์สิน ห้ามส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปทำงานในพื้นที่น้ำไหลหรือมีความเสี่ยงทางไฟฟ้า

แนวทาง GOV.UK แนะนำให้องค์กรกำหนด trigger point ที่สัมพันธ์กับพื้นที่จริง เช่น เมื่อน้ำถึงลานจอดรถ พร้อมระบุว่าที่แต่ละจุดใครต้องทำอะไร วิธีนี้ช่วยลดการตัดสินใจแบบเร่งด่วนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเร็ว

3. ตั้งทีมและรายชื่อผู้ติดต่อที่ใช้งานได้จริง

แผนน้ำท่วมควรระบุผู้มีอำนาจตัดสินใจ ผู้ประสานบริษัทลิฟต์ ผู้ควบคุมระบบไฟฟ้า ผู้ดูแลเครื่องสูบน้ำ ฝ่ายรักษาความปลอดภัย และผู้สื่อสารกับผู้ใช้อาคาร พร้อมหมายเลขโทรศัพท์นอกเวลาทำการ

กำหนดผู้รับผิดชอบสำรองอย่างน้อยหนึ่งคนในแต่ละหน้าที่ และเก็บแผนไว้ทั้งแบบออนไลน์และสำเนากระดาษในตำแหน่งที่น้ำไม่ถึง ควรทดลองโทรและทบทวนรายชื่อเป็นระยะ เพราะแผนที่มีเบอร์โทรเก่าจะใช้ไม่ได้ในเวลาจำเป็น

4. ตกลงขั้นตอนของลิฟต์กับช่างก่อนฝนหนัก

อาคารแต่ละแห่งมีชนิดลิฟต์ ตำแหน่งห้องเครื่อง ระบบควบคุม และแหล่งจ่ายไฟต่างกัน จึงไม่ควรใช้คำสั่งเดียวกับทุกอาคาร ควรให้บริษัทบำรุงรักษาจัดทำขั้นตอนเฉพาะอย่างน้อยครอบคลุมเรื่องต่อไปนี้:

  • เมื่อใดควรหยุดรับผู้โดยสารและใครมีอำนาจสั่ง
  • หากต้องย้ายตู้ลิฟต์ออกจากชั้นเสี่ยง ต้องทำเมื่อใดและโดยใคร
  • จุดตัดไฟและลำดับการแยกระบบ รวมถึงผลต่อระบบสำรอง
  • วิธีป้องกันไม่ให้มีผู้เรียกลิฟต์กลับลงมายังชั้นเสี่ยง
  • การกั้นพื้นที่และการติดประกาศให้ผู้ใช้อาคารทราบ
  • วิธีตรวจยืนยันหลังเหตุการณ์ก่อนอนุญาตให้กลับมาใช้งาน

อย่ารอให้น้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้วจึงโทรถามขั้นตอน และห้ามให้พนักงานที่ไม่ได้รับอนุญาตเปิดตู้ควบคุม ตัดต่อสายไฟ หรือใช้กุญแจบริการเพื่อเคลื่อนลิฟต์เอง

5. วางแผนการสื่อสารและการอพยพก่อนหยุดลิฟต์

การหยุดลิฟต์กระทบผู้สูงอายุ ผู้ใช้รถเข็น ผู้ป่วย และผู้ที่ต้องพึ่งพาลิฟต์มากกว่าคนอื่น อาคารควรทราบล่วงหน้าว่าใครอาจต้องการความช่วยเหลือ มีเส้นทางหรือพื้นที่ปลอดภัยใดรองรับ และต้องแจ้งล่วงหน้านานเท่าใด

คู่มือของหน่วยงานนครนิวยอร์กระบุหลักสำคัญเรื่องการแจ้งผู้พักอาศัยก่อนยุติบริการลิฟต์และการวางแผนช่วยเหลือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนที่ หลักนี้ใช้เป็นแนวทางด้านการสื่อสารและความต่อเนื่อง ไม่ใช่ข้อกำหนดกฎหมายไทย อาคารควรยึดแผนฉุกเฉินและคำสั่งของหน่วยงานในพื้นที่เป็นหลัก

6. ป้องกันน้ำเข้าโดยไม่สร้างอันตรายใหม่

ตรวจอุปกรณ์กั้นน้ำ ประตูหรือแผงกั้นชั่วคราว จุดยึด ซีล และทางระบายน้ำให้พร้อมก่อนฤดูฝน อย่าวางกระสอบทรายหรือสิ่งกีดขวางจนปิดทางหนีไฟ ขวางการเข้าถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน หรือทำให้น้ำไหลไปสร้างความเสียหายจุดอื่น

เครื่องสูบน้ำในบ่อลิฟต์หรือจุดต่ำต้องได้รับการตรวจความพร้อมจากผู้มีหน้าที่ รวมถึงแหล่งจ่ายไฟ สัญญาณเตือน และทางระบายน้ำปลายทาง การมีปั๊มไม่ได้แปลว่าจะรับน้ำได้ทุกปริมาณ จึงต้องมีแผนสำรองเมื่อปั๊มหยุดทำงานหรือไฟฟ้าดับ

7. ย้ายของสำคัญและลดการสัมผัสน้ำของอุปกรณ์

FEMA แนะนำหลักการเพิ่มความทนทานโดยยกอุปกรณ์สำคัญเหนือระดับน้ำท่วมที่ออกแบบไว้ หรือป้องกันด้วยโครงสร้างและวัสดุที่เหมาะสม สำหรับอาคารเดิมควรให้วิศวกรและบริษัทลิฟต์ประเมินว่าตู้ควบคุม แผงไฟ สวิตช์ อุปกรณ์สื่อสาร อะไหล่ และเอกสารใดสามารถย้ายหรือปรับตำแหน่งได้โดยไม่ขัดกับมาตรฐานและการทำงานของระบบ

ก่อนเหตุการณ์ระยะสั้น ควรย้ายคู่มือ ประวัติซ่อม อะไหล่สำรอง เครื่องมือ และอุปกรณ์ที่ไม่ได้ติดตั้งถาวรออกจากพื้นหรือห้องใต้ดิน การย้ายส่วนประกอบที่ต่ออยู่กับลิฟต์ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

8. ตรวจระบบไฟฟ้าและไฟสำรองโดยผู้รับผิดชอบ

จัดทำแผนผังจุดตัดไฟของลิฟต์ เครื่องสูบน้ำ ระบบสื่อสาร และพื้นที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ระบุว่าอุปกรณ์ใดอยู่บนไฟปกติหรือไฟฉุกเฉิน และเมื่อปิดวงจรหนึ่งแล้วจะกระทบระบบใดบ้าง

การทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบสำรองต้องทำตามแผนบำรุงรักษาของอาคาร ไม่ควรต่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชั่วคราวหรือสายพ่วงใกล้น้ำ FEMA เน้นว่าการยกระดับอุปกรณ์ไฟฟ้าและการวางแผนพลังงานสำรองเป็นส่วนสำคัญของความต่อเนื่องในอาคารสำคัญ แต่ต้องออกแบบโดยผู้มีความรู้และคำนึงถึงความเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

9. ซ้อมแผนบนโต๊ะก่อนซ้อมภาคสนาม

เริ่มจาก tabletop exercise โดยจำลองว่าได้รับประกาศฝนหนัก น้ำเริ่มเข้าลานจอดรถ ไฟฟ้าดับ และบริษัทลิฟต์เดินทางล่าช้า แล้วให้ทีมตอบว่าใครตัดสินใจ ใครโทรหาใคร ผู้ใช้อาคารได้รับแจ้งอย่างไร และต้องหยุดงานจุดใด

บันทึกช่องว่างที่พบ เช่น ไม่มีเบอร์นอกเวลา ไม่ทราบจุดตัดไฟ กุญแจอยู่กับคนเดียว หรือประกาศไม่มีหลายภาษา จากนั้นแก้แผนก่อนจัดการซ้อมจริง การซ้อมใดที่ต้องสั่งระบบลิฟต์ต้องมีบริษัทบำรุงรักษาและผู้รับผิดชอบร่วมกำกับ

10. เช็กลิสต์ 24 ชั่วโมงก่อนคาดว่าน้ำจะมา

  • ☐ ตรวจประกาศเตือนภัยและสถานการณ์ในพื้นที่จากแหล่งทางการ
  • ☐ เปิดใช้ทีมรับมือและยืนยันผู้รับผิดชอบทุกตำแหน่ง
  • ☐ ติดต่อบริษัทลิฟต์และทบทวน trigger สำหรับการหยุดระบบ
  • ☐ ตรวจแผงกั้นน้ำ จุดรั่ว ทางระบายน้ำ และเครื่องสูบน้ำ
  • ☐ ย้ายเอกสาร อะไหล่ และอุปกรณ์ที่เคลื่อนย้ายได้ขึ้นที่ปลอดภัย
  • ☐ ตรวจระบบสื่อสาร ไฟฉุกเฉิน และรายชื่อผู้ต้องการความช่วยเหลือ
  • ☐ แจ้งผู้ใช้อาคารเรื่องช่องทางประกาศและเส้นทางที่ใช้ได้
  • ☐ บันทึกสภาพก่อนเหตุการณ์ด้วยภาพถ่ายจากพื้นที่ปลอดภัย
  • ☐ เตรียมเทปกั้น ป้าย และการควบคุมไม่ให้คนเข้าโถงลิฟต์ที่เสี่ยง
  • ☐ ยืนยันว่าไม่มีใครได้รับมอบหมายให้เข้าไปทำงานในน้ำหรือเปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าโดยพลการ

สิ่งที่ไม่ควรทำเมื่อเร่งเตรียมอาคาร

  • อย่าสั่งให้ลิฟต์จอดชั้นใดชั้นหนึ่งโดยเดาเองหากยังไม่มีขั้นตอนที่ช่างอนุมัติ
  • อย่าตัดไฟลิฟต์โดยไม่เข้าใจผลต่อผู้โดยสาร ระบบช่วยเหลือ และแหล่งจ่ายสำรอง
  • อย่าวางแผงกั้นน้ำขวางทางหนีไฟหรือขังน้ำรอบตู้ไฟ
  • อย่าเปิดบ่อลิฟต์ ประตูชั้น หรือตู้ควบคุมเพื่อตรวจเอง
  • อย่าส่งคนไปเก็บของเมื่อมีน้ำไหลแรง พื้นเปียก หรือสงสัยว่ามีกระแสไฟ
  • อย่ารอประกาศสุดท้ายจึงเริ่มโทรหาช่างและแจ้งผู้ใช้อาคาร

สรุป

แผนที่ดีต้องตอบได้ก่อนน้ำมา 5 เรื่อง: น้ำจะมาจากไหน จุดใดใช้ตัดสินใจ ใครมีหน้าที่อะไร ลิฟต์จะหยุดอย่างไร และผู้ใช้อาคารจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร การป้องกันทางกายภาพช่วยลดความเสียหายได้ แต่ต้องทำคู่กับแผนสื่อสาร ระบบไฟฟ้า การระบายน้ำ และขั้นตอนเฉพาะที่บริษัทลิฟต์รับรอง

อ่านบทความในชุดเดียวกันได้ที่ น้ำท่วมกับลิฟต์ควรทำอย่างไร? 7 ขั้นตอนเพื่อความปลอดภัย, น้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้ว อะไหล่และระบบใดเสี่ยงเสียหายบ้าง?, หลังน้ำลด เปิดลิฟต์ได้เมื่อไร? และ ก่อนเรียกช่างตรวจลิฟต์หลังน้ำท่วม ต้องเตรียมข้อมูลอะไรบ้าง? หากต้องการให้ทีม SPC ช่วยประเมินแนวทางเบื้องต้น โปรดใช้หน้า ติดต่อ SPC

หมายเหตุ: บทความนี้เป็นคำแนะนำทั่วไป ไม่ใช้แทนแผนฉุกเฉินของอาคาร คู่มือผู้ผลิต การประเมินของวิศวกร หรือคำสั่งของหน่วยงานรัฐ งานเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า บ่อลิฟต์ ห้องเครื่อง ตู้ควบคุม และการเคลื่อนลิฟต์ต้องดำเนินการโดยผู้มีความรู้และได้รับอนุญาต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

น้ำท่วมหนึ่งครั้งมักเผยให้เห็นจุดอ่อนของอาคารมากกว่าหนึ่งจุด ตั้งแต่ทางลาดและช่องเปิดที่น้ำไหลเข้า ระบบระบายน้ำที่รองรับไม่ทัน น้ำย้อนจากท่อ ไปจนถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือระบบควบคุมที่อยู่ต่ำเกินไป หากซ่อมเฉพาะชิ้นส่วนที่เสียโดยไม่แก้สาเหตุเดิม เหตุการณ์ครั้งต่อไปอาจสร้างความเสียหายซ้ำในตำแหน่งเดิม

บทความตอนสุดท้ายของชุด “ลิฟต์กับน้ำท่วม” จึงชวนผู้ดูแลอาคารเปลี่ยนจากการรับมือเฉพาะหน้าไปสู่แผนลดความเสี่ยงระยะยาว แนวทางต่อไปนี้เป็นกรอบสำหรับสำรวจและวางแผน ไม่ใช่แบบก่อสร้างหรือคำสั่งให้ดัดแปลงลิฟต์เอง งานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบระบายน้ำ เครื่องสูบน้ำ และส่วนประกอบของลิฟต์ต้องให้วิศวกร ผู้ผลิต หรือบริษัทบำรุงรักษาที่มีคุณสมบัติประเมินร่วมกัน

1. ทำแผนที่เส้นทางน้ำจากเหตุการณ์จริง

หลังสถานการณ์ปลอดภัย ควรรวบรวมภาพถ่าย เวลา ระดับน้ำสูงสุด และลำดับที่น้ำเข้าพื้นที่ แล้วทำเครื่องหมายบนแผนผังอาคาร จุดที่ควรบันทึก ได้แก่ ประตูและทางลาด ช่องเดินท่อ รอยต่อผนัง ห้องใต้ดิน ท่อระบายน้ำ โถงลิฟต์ บ่อลิฟต์ ห้องเครื่อง ตู้ไฟ และตำแหน่งเครื่องสูบน้ำ

ข้อมูลจากเหตุการณ์จริงช่วยแยกได้ว่าน้ำมาจากผิวถนน น้ำฝนสะสม น้ำใต้ดิน หรือการไหลย้อนจากระบบท่อ เพราะแต่ละสาเหตุต้องใช้วิธีแก้ต่างกัน อย่าสรุปจากจุดที่เห็นน้ำขังเพียงจุดเดียว เนื่องจากน้ำอาจเดินทางตามราง สายท่อ หรือช่องบริการก่อนปรากฏในบ่อลิฟต์

ควรเชื่อมข้อมูลนี้กับบทความ ก่อนเรียกช่างตรวจลิฟต์หลังน้ำท่วม ต้องเตรียมข้อมูลและถ่ายรูปอะไรบ้าง? เพื่อให้หลักฐานที่เก็บไว้ใช้ได้ทั้งกับการซ่อมและการวางแผนป้องกัน

2. แยก “กันน้ำเข้า” ออกจาก “ลดความเสียหายเมื่อน้ำเข้า”

แนวคิดด้านความทนทานต่อน้ำท่วมแบ่งได้เป็นสองส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือ flood resistance หรือการลดโอกาสที่น้ำจะเข้าสู่อาคาร เช่น ปรับระดับธรณี ติดตั้งประตูกั้นน้ำ ปิดผนึกช่องเดินท่อ หรือใช้วาล์วกันน้ำย้อน ส่วนที่สองคือ flood resilience หรือการทำให้อาคารเสียหายน้อยและกลับมาใช้งานได้เร็ว หากน้ำยังเข้ามาได้

การพึ่งแผงกั้นน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และการกั้นน้ำสูงเกินขีดความสามารถของโครงสร้างอาจสร้างแรงดันต่อผนังหรือพื้น GOV.UK จึงแนะนำให้มาตรการกันน้ำและมาตรการฟื้นตัวถูกออกแบบร่วมกัน โดยผู้เชี่ยวชาญต้องพิจารณาระดับน้ำ ระยะเวลา ความเร็วของน้ำ และความมั่นคงของอาคาร

3. ตรวจทางระบายน้ำ บ่อพัก เครื่องสูบน้ำ และน้ำย้อน

ระบบระบายน้ำที่ดีต้องพิจารณาทั้งทางที่น้ำเข้าบ่อพัก กำลังของเครื่องสูบน้ำ แหล่งจ่ายไฟ ระบบแจ้งเตือน และปลายทางที่สูบน้ำออก การเพิ่มปั๊มโดยไม่ตรวจขนาดท่อหรือทางระบายปลายทางอาจไม่ช่วยเมื่อฝนหนัก และอาจส่งน้ำไปสร้างปัญหาในพื้นที่อื่น

จุดที่ควรให้ผู้รับผิดชอบตรวจประกอบด้วย:

  • ตะแกรงและรางระบายน้ำไม่มีสิ่งอุดตันและเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษาได้
  • บ่อพักมีระดับเตือนและวิธีแจ้งเมื่อปั๊มไม่ทำงาน
  • ปั๊มหลักและปั๊มสำรองมีรอบทดสอบและบันทึกผล
  • แหล่งจ่ายไฟสำรองอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงทางไฟฟ้า
  • ระบบท่อที่มีโอกาสเกิดน้ำย้อนมีวาล์วกันกลับที่เลือกและบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม

งานเหล่านี้ไม่ควรเชื่อมต่อหรือแก้ไขโดยพนักงานทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อตำแหน่งใกล้บ่อลิฟต์หรือวงจรไฟฟ้า

4. สำรวจช่องเปิดและจุดทะลุของงานระบบ

FEMA ระบุว่าช่องที่ท่อและสายสาธารณูปโภคผ่านเข้าตัวอาคารเป็นเส้นทางน้ำที่ต้องประเมิน ช่องว่างรอบท่อ รางสาย หรือภายในท่อร้อยสายอาจทำให้น้ำเดินทางข้ามห้องได้ แม้ประตูด้านหน้าจะมีกำแพงกั้นน้ำแล้วก็ตาม

ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสภาพซีลและวัสดุปิดช่องทั้งหมด รวมถึงการเคลื่อนตัวหรือการเสื่อมตามอายุ ห้ามอุดช่องระบายหรือช่องที่ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัยโดยไม่เข้าใจหน้าที่ และอย่าใช้วัสดุชั่วคราวกับตำแหน่งที่ต้องทนไฟหรือรักษาค่าการป้องกันเฉพาะของผนัง

5. พิจารณายกระดับอุปกรณ์ไฟฟ้าและจุดควบคุม

หลักสำคัญของ FEMA และแนวทาง GOV.UK คือการย้ายหรือยกระดับอุปกรณ์ที่เสียหายง่ายให้พ้นระดับน้ำท่วมที่ใช้ในการออกแบบ อาจรวมถึงตู้ไฟ จุดควบคุม สวิตช์ สายสัญญาณ ระบบสื่อสาร และอุปกรณ์สำรองบางประเภท แต่ระดับที่เหมาะสมต้องมาจากการประเมินพื้นที่จริง ไม่ควรคัดลอกตัวเลขจากต่างประเทศมาใช้เป็นข้อกำหนดของอาคารไทยโดยตรง

สำหรับระบบลิฟต์ การย้ายตู้ควบคุม เซนเซอร์ สายไฟ หรืออุปกรณ์ภายในปล่องอาจกระทบการทำงานและการรับรองระบบ จึงต้องหารือกับผู้ผลิตหรือบริษัทบำรุงรักษาและวิศวกรไฟฟ้าก่อนเสมอ การปรับปรุงต้องรักษาการเข้าถึงเพื่อซ่อมบำรุง การระบายอากาศ และระยะปลอดภัยทางไฟฟ้า

6. เลือกแผงกั้นน้ำที่มีเจ้าของงานและขั้นตอนชัดเจน

แผงกั้นน้ำแบบถอดได้มีประโยชน์กับอาคารเดิมบางแห่ง แต่จะทำงานได้ต่อเมื่อมีพื้นที่จัดเก็บ อุปกรณ์ครบ คนติดตั้งรู้วิธี ซีลยังอยู่ในสภาพดี และมีเวลาเตือนเพียงพอ ก่อนเลือกใช้ควรทดสอบว่าติดตั้งได้จริงในเวลากลางคืนหรือช่วงคนไม่ครบทีม

ทุกจุดควรมีรหัส ตำแหน่งจัดเก็บ รายชื่อผู้รับผิดชอบ และภาพวิธีติดตั้ง การติดตั้งต้องไม่ขวางทางหนีไฟ การช่วยเหลือผู้พิการ หรือการเข้าถึงอุปกรณ์ฉุกเฉิน หากแผงกั้นอยู่หน้าโถงลิฟต์ ต้องประสานแผนหยุดใช้ลิฟต์และการกั้นพื้นที่ให้เป็นขั้นตอนเดียวกัน

7. เชื่อมสัญญาณเตือนกับเกณฑ์ตัดสินใจของอาคาร

ติดตาม ประกาศเตือนภัยลักษณะอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยา และข้อมูลของหน่วยงานท้องถิ่น แต่ไม่ควรหยุดเพียงการส่งลิงก์ให้กลุ่มแชต อาคารควรกำหนด trigger ที่ตรวจสอบได้ เช่น ระดับน้ำที่จุดเฝ้าระวัง ปริมาณน้ำในบ่อพัก หรือเวลาที่คาดว่าน้ำจะถึงทางลาด

เมื่อถึงแต่ละระดับ ต้องรู้ว่าใครโทรหาบริษัทลิฟต์ ใครเตรียมแผงกั้น ใครแจ้งผู้ใช้อาคาร และใครมีอำนาจสั่งหยุดบริการ เกณฑ์เหล่านี้ควรสอดคล้องกับ เช็กลิสต์เตรียมลิฟต์ก่อนน้ำท่วม และขั้นตอนเฉพาะที่ช่างลิฟต์รับรองไว้

8. ทดสอบ บำรุงรักษา และปรับแผนทุกปี

มาตรการป้องกันน้ำท่วมไม่ใช่งานติดตั้งครั้งเดียวแล้วจบ ซีลเสื่อม ปั๊มติดขัด แบตเตอรี่หมด วาล์วไม่ขยับ หรืออุปกรณ์กั้นน้ำสูญหายได้ ควรรวมรายการเหล่านี้ในแผนบำรุงรักษา พร้อมวันที่ตรวจ ผลทดสอบ ผู้รับผิดชอบ และกำหนดแก้ไข

อย่างน้อยปีละครั้ง ให้จัดการซ้อมบนโต๊ะโดยจำลองฝนหนัก ไฟฟ้าดับ ปั๊มหลักหยุดทำงาน และช่างลิฟต์มาถึงล่าช้า จากนั้นดูว่าทีมยังติดต่อกันได้หรือไม่ ติดตั้งอุปกรณ์ทันหรือไม่ และผู้ที่ต้องพึ่งพาลิฟต์ได้รับความช่วยเหลืออย่างไร หากการซ้อมต้องสั่งงานลิฟต์หรือระบบไฟฟ้าจริง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญควบคุม

เช็กลิสต์วางแผนปรับปรุงหลังฤดูฝน

  • ☐ มีแผนที่ทางน้ำเข้าและระดับน้ำสูงสุดจากเหตุการณ์จริง
  • ☐ แยกมาตรการกันน้ำเข้าและมาตรการลดความเสียหายเมื่อน้ำเข้า
  • ☐ ตรวจรางระบายน้ำ บ่อพัก ปั๊ม ระบบเตือน และแหล่งจ่ายสำรอง
  • ☐ ตรวจช่องเดินท่อ รางสาย และซีลโดยผู้มีความรู้
  • ☐ ประเมินการยกระดับอุปกรณ์ไฟฟ้าและส่วนควบคุมที่สำคัญ
  • ☐ แผงกั้นน้ำมีตำแหน่งจัดเก็บ อุปกรณ์ครบ และทดสอบการติดตั้งแล้ว
  • ☐ กำหนด trigger และผู้มีอำนาจตัดสินใจในแต่ละระดับ
  • ☐ แผนไม่ขวางทางหนีไฟหรือการช่วยเหลือผู้ใช้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนที่
  • ☐ บริษัทบำรุงรักษาลิฟต์และผู้รับผิดชอบไฟฟ้ามีส่วนร่วมในแผน
  • ☐ มีตารางตรวจซ้ำและบันทึกผลอย่างน้อยปีละครั้ง

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • อย่าดัดแปลงส่วนประกอบลิฟต์ ตู้ควบคุม หรือวงจรไฟฟ้าด้วยตนเอง
  • อย่ากั้นน้ำสูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ประเมินแรงดันและโครงสร้างอาคาร
  • อย่าอุดช่องหรือท่อทุกจุดโดยไม่ทราบหน้าที่เดิมของระบบ
  • อย่าพึ่งเครื่องสูบน้ำเพียงตัวเดียวโดยไม่มีสัญญาณเตือนและแผนเมื่อไฟดับ
  • อย่าวางแผงกั้นน้ำขวางทางอพยพหรือทำให้น้ำไหลไปยังตู้ไฟ
  • อย่าเปิดลิฟต์หลังถูกน้ำกระทบจนกว่าจะตรวจตามขั้นตอน อ่านเพิ่มได้ที่ หลังน้ำลด เปิดลิฟต์ได้เมื่อไร?

สรุป

เป้าหมายของการปรับปรุงระยะยาวไม่ใช่รับประกันว่าน้ำจะไม่เข้าทุกกรณี แต่คือการลดโอกาสเกิดเหตุ ลดความเสียหายต่อระบบสำคัญ รักษาความปลอดภัยของคน และทำให้อาคารฟื้นกลับมาใช้งานได้เร็วขึ้น จุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดคือข้อมูลจากเหตุการณ์จริง แล้วให้ผู้ดูแลอาคาร วิศวกรระบบ บริษัทลิฟต์ และผู้เกี่ยวข้องวางแผนร่วมกันเป็นชุดเดียว

หากเกิดน้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้ว ควรอ่าน น้ำเข้าบ่อลิฟต์แล้ว อะไหล่และระบบใดเสี่ยงเสียหายบ้าง? และติดต่อบริษัทบำรุงรักษาเพื่อประเมินก่อนสั่งใช้งาน

คำเตือนด้านความปลอดภัย: บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่แบบวิศวกรรม คู่มือผู้ผลิต หรือข้อกำหนดกฎหมายสำหรับอาคารใดอาคารหนึ่ง ห้ามลงบ่อลิฟต์ เปิดตู้ควบคุม สัมผัสอุปกรณ์ไฟฟ้า หรือดัดแปลงระบบลิฟต์โดยผู้ที่ไม่ได้รับอนุญาต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Page 1 of 2

รู้เรื่องลิฟต์

ติดต่อเรา

แนะนำปรึกษา
สอบถามข้อมูล:

โทร : 081 6410399
อีเมล : th@spcpartlifts.com  
ไลย์ : @680aczyk (มี @ ด้วยค่ะ)